เผยแพร่ 11 กันยายน 2569

นิยามใหม่แห่งความดิบจากค่ายดาวสามแฉก Mercedes-AMG CLE 646 ขุมพลัง V8 ขับหลัง 30 คันในโลก

นี่คือโมเดลลำดับที่สองจาก Mythos ซีรีส์รถสะสมสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ Mercedes-Benz โดยพวกเขาหยิบเอาตระกูล CLE มารื้อโมดิฟายใหม่ด้วยงานประกอบมือ (Hand-built) ทั้งคัน พร้อมยัดขุมพลัง V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ รีดพละกำลังได้สะใจถึง 646 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 850 นิวตันเมตร ที่สำคัญคือตัดระบบขับสี่ออกแล้วหันมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเพียวๆ ตัวรถถูกรีดน้ำหนักจนเบาลงถึง 170 กิโลกรัม ปลดล็อกอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 310 กม./ชม. โดยรถรุ่นนี้จะถูกผลิตขึ้นมาเพียง 30 คันทั่วโลก ซึ่งทุกคันถูกมหาเศรษฐีหวดเรียบจน Sold Out ไปเรียบร้อยตั้งแต่วันเผยโฉมจริงเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา

นิยามใหม่แห่งความดิบจากค่ายดาวสามแฉก Mercedes-AMG CLE 646 ขุมพลัง V8 ขับหลัง 30 คันในโลก — photo 1 of 261 / 26

Mercedes-AMG CLE 646 Spezialanfertigung แท้จริงแล้วคือการนำเอารุ่น CLE 53 มารื้อชิ้นส่วนออกทั้งหมด แล้วประกอบขึ้นใหม่ด้วยมืออย่างประณีตที่สำนักงานใหญ่ Affalterbach โดยวางหัวใจหลักเป็นขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ซึ่งชื่อรุ่นนั้นบอกใบ้สเปกไว้อย่างครบถ้วน โดยคำว่า "Spezialanfertigung" เป็นภาษาเยอรมันที่แปลว่า "งานสร้างพิเศษ" ส่วนตัวเลข "646" ก็คือพละกำลังแรงม้าของรถคันนี้นั่นเอง รถคันนี้ถือเป็นไฮไลต์ลำดับที่สองของ Mythos ซีรีส์รถสะสมระดับ Ultra-luxury ของ Mercedes-Benz ต่อจากรุ่น PureSpeed รถสปอร์ตไร้กระจกหน้าตัวจำกัด 250 คันที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2024 แต่ปีศาจ CLE 646 คันนี้จะทวีความเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งกว่า เพราะจะถูกผลิตขึ้นเพียง 30 คันในโลกเท่านั้น โดยทุกคันสามารถจดทะเบียนวิ่งใช้งานบนถนนได้ตามกฎหมาย และที่น่าทึ่งคือมีมหาเศรษฐีจับจองเป็นเจ้าของครบหมดเกลี้ยงตั้งแต่ก่อนวันเผยโฉมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา แม้ทาง Mercedes จะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขราคาค่าตัวออกมาเลยก็ตาม

หัวใจหลักของมันคือเครื่องยนต์รหัส M177 EVO V8 ทวินเทอร์โบ ที่เปลี่ยนมาใช้ข้อเหวี่ยงแบบ Flat-plane ปรับจูนพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 646 แรงม้า ที่ 6,000–6,250 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่รอบต่ำ 2,500–4,500 รอบ/นาที พ่วงด้วยระบบ Mild-hybrid (Starter-generator) 48 โวลต์ ที่ช่วยเสริมกำลังชั่วขณะอีก 23 แรงม้า และแรงบิด 205 นิวตันเมตร สิ่งที่ทำให้สาวกค่ายดาวสามแฉกต้องสะใจคือ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC+ เดิมของรุ่น CLE 53 ถูกรื้อถอนออกทั้งหมด แล้วส่งกำลังตรงไปที่ล้อคู่หลังเพียวๆ ผ่านเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และดิฟเฟอเรนเชียลลิมิเต็ดสลิปควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับจูนระบบ Launch Control ใหม่หมดเพื่อรองรับระบบขับสองตัวนี้ โดยตัวรถสามารถทำอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.9 วินาที, ทะยานถึง 200 กม./ชม. ใน 11.4 วินาที และแตะ 300 กม./ชม. ได้ในเวลา 36.2 วินาที (เมื่อปรับแอร์โรพาร์ทในโหมด Street) ก่อนจะไปสุดที่ความเร็วสูงสุดล็อกไว้ที่ 310 กม./ชม. พร้อมระบายไอเสียผ่านชุดท่อไทเทเนียมและปลายท่อดีไซน์พิเศษที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Akrapovič ความดิบระดับนี้ทำให้มันกลายเป็นแรร์ไอเทมทันที เพราะ ณ ปัจจุบันในเดือนกันยายน 2026 ที่ผ่านมา ไลน์อัปเครื่องยนต์ V8 รุ่นอื่นๆ ทุกรุ่นของ AMG ที่ยังคงวางจำหน่ายอยู่ ล้วนถูกบังคับใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งหมดแล้ว

ตัวรถได้รับการรีดน้ำหนักลงถึงราว 170 กิโลกรัม จนเหลือเพียง 1,895 กิโลกรัม (ตามมาตรฐาน DIN) ด้วยสูตรสำเร็จสายสนามอย่างการรื้อเบาะหลัง, โล๊ะวัสดุซับเสียง และตัดระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด พร้อมทดแทนชิ้นส่วนตัวถังด้วยคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเพียวๆ รอบคัน ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า, หลังคา, ฝากระโปรงท้าย, สเกิร์ตข้าง, กันชนหน้า-หลัง รวมถึงโป่งซุ้มล้อที่ขยายกว้างขึ้น ส่วนกระจกบานข้างด้านหลังและกระจกบังลมหลังถูกเปลี่ยนเป็นวัสดุโพลีคาร์บอเนต โครงสร้างตัวถังยังถูกเสริมความแข็งแกร่งพร้อมขยายความกว้างช่วงล้อ เพิ่มขึ้นถึง 60 มิลลิเมตร ทั้งเพลาหน้าและเพลาหลัง ส่งผลให้ตัวรถมีความกว้างรวมอยู่ที่ 1,987 มิลลิเมตร เพื่อรองรับล้อฟอร์จขนาด 20 นิ้ว ที่รัดด้วยยางไซส์ยักษ์ (หน้า 305/30 ZR20 และหลัง 335/30 ZR20) ซึ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเนื้อยางมาจากไฮเปอร์คาร์ระดับโลกอย่าง Mercedes-AMG ONE ปิดท้ายด้วยความเท่ของตัวถังสีทูโทนสุดพิเศษ ที่ครึ่งคันท่อนหน้าตั้งแต่เสา B ไปเป็นสีเงิน Mojave silver magno ส่วนท่อนหลังตั้งแต่เสา B ไปเป็นสีดำ obsidian black magno พร้อมคาดกราฟิกสัญลักษณ์ AMG ขนาดใหญ่ไว้ที่บริเวณประตูทั้งสองบาน

ระบบช่วงล่างอัปเกรดมาใช้ชุดโช้คอัพสตรัทปรับเกลียว (Coilover) ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง KW automotive สามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้ถึง 4 ทิศทาง ทั้งช่วงยุบ (Bump) และช่วงยืด (Rebound) แยกอิสระในย่านความเร็วต่ำและสูง โดยตัวรถจะถูกเซ็ตให้เตี้ยกว่ารุ่น CLE 53 อยู่ 22 มิลลิเมตรในด้านหน้า และ 16 มิลลิเมตรในด้านหลัง หยุดความแรงด้วยระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกประสิทธิภาพสูง จานหน้าขนาด 420 x 40 มิลลิเมตร จับคู่คาลิเปอร์ 6 ลูกสูบ และจานหลังขนาด 360 x 32 มิลลิเมตร

ทางด้านระบบอากาศพลศาสตร์ ไฮไลต์อยู่ที่ลิ้นหน้า ที่สามารถปรับระดับด้วยมือได้ 2 โหมด คือ Street และ Race (โหมด Race สำหรับวิ่งในสนามแข่งเท่านั้น) ซึ่งเมื่อทำงานซิงค์ร่วมกับการปรับองศาของสปอยเลอร์หลังคาร์บอนไฟเบอร์ จะสามารถสร้างแรงกด (Downforce) รวมทั้งระบบได้มหาศาลกว่า 250 กิโลกรัมที่ความเร็วสูงสุด เสริมด้วยช่องระบายลมบนซุ้มล้อหน้าที่จะช่วยดึงลมวนออกจากซุ้มล้อ โดยรับกระแสลมมาจากช่องดักอากาศดีไซน์ใหม่ข้างไฟหน้าแต่ละดวง

ภายในห้องโดยสารมีการติดตั้งโครงเหล็กนิรภัย (Roll Bar) ไว้ที่ด้านหลังของเบาะแข่ง Carbon Bucket Seat ทั้งสองตัว เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและการทนต่อแรงบิดของตัวถัง นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจเสริมอย่าง Performance Package ที่จะเพิ่มเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุดสำหรับลงสนาม พร้อมระบบ AMG TRACTION CONTROL ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเลือกความละเอียดในการลื่นไถลของล้อคู่หลังได้ถึง 9 ระดับเมื่อปิดระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP)

ดร. สเตฟาน เวคบัค (Dr. Stefan Weckbach) ประธานคณะกรรมการบริหารของ Mercedes-AMG ได้กล่าวถึงเบื้องหลังของอสูรกายคันนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า มันเกิดขึ้นมาจาก “การที่เหล่าวิศวกรผู้มีเหตุผลอย่างเต็มเปี่ยม ได้ร่วมกันสานฝันถึงการสร้างรถยนต์ที่ไร้ซึ่งเหตุผลอย่างที่สุดขึ้นมา” ซึ่งทาง AMG ได้จัดวางตำแหน่งของรถคันนี้ให้อยู่ในตระกูลเดียวกับตำนานรถประกอบมือจากปลายยุค 1980 อย่าง 300 CE 6.0 “The Hammer” นอกจากนี้ ตัวรถยังถูกสร้างมาให้พร้อมรบในสภาพอากาศร้อนจัด โดยมีการแยกระบบระบายความร้อนออกเป็น 3 วงจรอิสระ ประกอบด้วย วงจรหล่อเย็นของเครื่องยนต์, วงจรระบายความร้อนของอินเตอร์คูลเลอร์กับน้ำมันเกียร์ และวงจรระบายความร้อนของระบบไฟ 48 โวลต์ ซึ่งทั้งหมดถูกอัปเกรดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการซัดในสนามแข่งได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอาการความร้อนขึ้น ทว่าความดุดันระดับนี้ก็ต้องแลกมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 15.8 ลิตร/100 กม. (หรือประมาณ 6.3 กม./ลิตร) และมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO₂ สูงถึง 359 กรัม/กม.

สำหรับในเมืองไทย สถานการณ์ของรถที่มีเพียง 30 คันทั่วโลกแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดีครับ เพราะตัวรถมักจะมีเจ้าของครบถ้วนตั้งแต่ก่อนวันเปิดตัว โดยถูกจัดสรรผ่านระดับความสัมพันธ์และประวัติการสะสม (Allocation) ของลูกค้าระดับ VIP มากกว่าการเดินไปวางคิวเงินมัดจำทั่วไป อย่างไรก็ตาม การที่โควตาของตระกูล Mythos ชุดนี้ถูกขายหมดจากโรงงาน ก็ไม่ได้แปลว่าประตูจะปิดตายสนิทเสียทีเดียว เพราะสิทธิ์การผลิต (Build Slot) ยังคงสามารถเปลี่ยนมือกันได้ก่อนที่รถคันแรกจะถูกส่งมอบ และเราเองก็รู้ดีว่ารถระดับนี้หมุนเวียนอยู่ในเครือข่ายไหนบ้าง

เราพร้อมให้บริการนำเข้ารถยนต์ตามคำสั่งซื้อของคุณ (Made-to-order) พร้อมคำนวณราคาเน็ตส่งถึงเมืองไทยแบบรวมภาษีนำเข้า อากรทุกประเภท และระบุสถานะกรอบเวลาส่งมอบให้อย่างชัดเจน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการครอบครอง Mercedes-AMG CLE 646 Spezialanfertigung คันนี้ สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการแจ้งความประสงค์ไว้กับเราตั้งแต่ตอนนี้ ทีมงานของเราพร้อมประสานงานเชิงลึกและแจ้งคำตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาทันที ว่าการคว้าโควตาในครั้งนี้ยังมีช่องทางที่เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ราคาจบถึงไทยอยู่ที่เท่าไร และต้องใช้เวลารอรถนานแค่ไหน ซึ่งหากเช็กจนสุดทางแล้วโควตาเต็มจนหาไม่ได้จริง ๆ เราก็จะแจ้งสถานการณ์ตามความจริงให้ทราบโดยไม่มีหมกเม็ดแน่นอนครับ

ภาพ: Mercedes-Benz AG · อ่านประกาศต้นฉบับ

ข่าวสาร

สนใจโควตา CLE 646 อยู่หรือเปล่า

แจ้งความสนใจไว้กับเรา แล้วเราจะติดต่อกลับพร้อมสถานะโควตา ราคานำเข้าถึงไทย และกำหนดเวลา

ซื้อรถจากนอกประเทศไทย? เราจัดส่งทั่วโลก

ให้เราติดต่อกลับทางไหน?