เผยแพร่ 14 สิงหาคม 2569
Koenigsegg CCGT1 ผลิต 70 คัน 1,600 แรงม้า และรถแข่งที่ไม่เคยได้ลงแข่ง
Koenigsegg CCGT1 สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง CCGT ปี 2007 รถแข่ง GT1 ที่ไม่เคยได้ลงแข่งจริง พัฒนาบนพื้นฐาน CC850 เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 1,280 แรงม้าเมื่อใช้น้ำมันปกติ และ 1,600 แรงม้าเมื่อใช้ E85 แรงกด 800 กก. ที่ 250 กม./ชม. พร้อมชุดแต่งสนามจากโรงงานชุดแรก ผลิต 70 คัน จองหมดก่อนเปิดตัวที่ Monterey
1 / 13CCGT มีอยู่คันเดียวในโลก Koenigsegg สร้างเสร็จในปี 2007 เพื่อลงแข่ง Le Mans GT1 และหลังเริ่มทดสอบได้เพียงสองเดือน FIA ก็แก้กติกาของรุ่นให้รับเฉพาะรถที่ผลิตในจำนวนมากกว่านั้น รถคันนี้จึงไม่เคยได้วิ่งรอบแข่งจริงแม้แต่รอบเดียว ต่อมา CCGT คันเดิมได้รับการบูรณะโดย Koenigsegg Legend Division และ ณ เดือนสิงหาคม 2026 กำลังรอลงสนามในรุ่น historic GT1 เป็นครั้งแรก และเพื่อรำลึกถึงเรื่องนี้ Koenigsegg เปิดตัว CCGT1 ที่ Monterey เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ผลิต 70 คัน และถูกจองหมดก่อนเปิดตัวต่อสาธารณะ
Christian von Koenigsegg ออกแบบรถต้นแบบ CC คันแรกโดยยึดข้อกำหนดขนาดตัวถังของ Le Mans GT1 ตั้งแต่ต้น CC8S และ CCR ที่ตามมาจึงมีความกว้างและพื้นที่หน้าตัดที่ลงแข่งได้เลย ส่วน CCGT ที่สร้างร่วมกับวิศวกร Dag Bölenius ใช้เครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ จำกัดกำลังไว้ที่ 600 แรงม้าตามเพดานของรุ่น น้ำหนักราว 1,000 กก. จากเพดาน 1,100 กก. และสร้างแรงกดได้มากกว่า 600 กก. Loris Bicocchi เป็นผู้เซ็ตรถ และรถทำความเร็วได้ดีตั้งแต่รอบแรก ๆ CCGT อยู่กับเจ้าของคนแรกสิบห้าปี ก่อนถูกนำออกขายที่ Goodwood ในปี 2024
CCGT1 พัฒนาบนพื้นฐาน CC850 และจดทะเบียนใช้บนถนนได้ เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบให้กำลัง 1,280 แรงม้าเมื่อใช้น้ำมันปกติ และ 1,600 แรงม้าเมื่อใช้ E85 โดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาเองรองรับการผสมน้ำมันสองชนิดในอัตราส่วนใดก็ได้ เกียร์เป็น Light Speed Transmission เก้าจังหวะ ควบคุมผ่านอินเทอร์เฟซใหม่ชื่อ Koenigsegg Sequential Shift มีแป้นคลัตช์สำหรับออกตัว จากนั้นเปลี่ยนเกียร์แบบตัดไฟโดยไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ผ่านคันเกียร์ที่วางชิดพวงมาลัย เช่นเดียวกับ CCGT คันเดิม สวิตช์หมุนสี่ตำแหน่งชื่อ ASMR ใช้เลือกโหมด Auto, Sequential, Manual และ Reverse ส่วนเกียร์ธรรมดาหกจังหวะแบบมีเกต ESS จาก CC850 ยังเป็นออปชัน โดยใช้หกจังหวะจากทั้งหมดเก้าจังหวะ
จาก CC850 เหลือเพียงประตูและหลังคาถอดได้ที่ใช้ชิ้นเดิม แผงตัวถังที่เหลือออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่องานอากาศพลศาสตร์ ปีกหลังปรับมุมได้เอง 30 องศา สลับระหว่างโหมดแรงต้านต่ำบนทางตรง โหมดเบรกอากาศเมื่อเบรกหนัก และโหมดแรงกดสูงในโค้ง ทำงานร่วมกับสปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ แผ่นปรับใต้ท้องแบบแอ็กทีฟ และพื้นใต้ท้องที่ขึ้นรูปส่งอากาศเข้าดิฟฟิวเซอร์เฉพาะรุ่น แรงกดสูงสุดอยู่ที่ 800 กก. ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. ซึ่งอยู่ระหว่าง Jesko Attack และ Sadair's Spear Andreas Tjernberg Persson ผู้ดูแลงานอากาศพลศาสตร์ บอกว่าพื้นใต้ท้องทำงานหนักกว่าปีกหลัง
ห้องโดยสารจัดวางตามหน้าที่ใช้งาน สวิตช์กุญแจมีฝาครอบ สวิตช์โยกสำหรับปั๊มน้ำมัน ปุ่มสตาร์ทสีแดง ชุดมาตรวัด Chronocluster เจเนอเรชันที่สาม และมาตรวัดแรง G แบบอนาล็อกที่ทำงานด้วยแรง G ล้วน ๆ ไม่มีการต่อไฟฟ้า เบาะเป็นคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมเข็มขัดนิรภัยหกจุดสำหรับผู้ขับ ชุดแต่งสนามจากโรงงานชุดแรกของ Koenigsegg เพิ่มโรลเคจคาร์บอน เบาะแข่งรองรับ HANS ระบบดับเพลิง ท่อไอเสียแบบแข่ง แม่แรงลม ช่วงล่างและเบรกสำหรับสนาม ล้อชุดที่สองพร้อมยางสนาม และระบบเทเลเมทรี โดยศูนย์ Certified Dealer ติดตั้งและถอดออกได้ ตัวถังเปิดตัว Ghost Fibre ซึ่งเป็นการทอเส้นใยอะรามิดร่วมกับคาร์บอนให้ออกสีขาวใส พัฒนาต่อจาก Trevita ปี 2009 น้ำหนักเบากว่าการวางคาร์บอนล้วน และ Koenigsegg ระบุว่าช่วยเพิ่มความทนทานและลดเสียงรบกวนได้ด้วย
ทั้ง 70 คันมีเจ้าของแล้ว และ Koenigsegg ไม่ได้ประกาศราคา สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นตลาดมือสอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรคุยไว้ก่อนมากกว่าจะมาตามทีหลัง เพราะ CCGT1 ที่เปลี่ยนมือจะเปลี่ยนแบบเงียบ ๆ ในกลุ่มคนที่รู้ข่าวก่อน เราติดตามตลาดนี้อยู่ และการหา CC850 ที่เป็นพื้นฐานของรถคันนี้ก็เป็นงานแบบเดียวกัน บอกเราว่ากำลังมองหาอะไร แล้วเราจะกลับไปพร้อมข้อมูลว่ามีคันไหนอยู่จริง ราคาถึงไทยรวมภาษีอากรเท่าไร และใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าหาไม่ได้ในราคาที่สมเหตุสมผล เราก็จะบอกตามนั้น
ภาพ: Koenigsegg Automotive AB · อ่านประกาศต้นฉบับ
ข่าวสาร
กำลังตามหา Koenigsegg อยู่?
แจ้งความสนใจไว้กับเรา แล้วเราจะติดต่อกลับพร้อมสถานะโควตา ราคานำเข้าถึงไทย และกำหนดเวลา